วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

THE MESSAGE


THE MESSAGE 
19 กุมภาพันธ์ 2559

หลังจากเสียปู่ไปแล้ว 3 วัน สิ่งที่หลานชั้นเลวอย่างผมอยากให้เกิดมาที่สุดคือ เรื่องที่เล่ากันว่า วิญญาณผู้เสียชีวิตจะกลับมาหลังเสีย 3 วัน แต่ปู่ไม่กลับมาเลย น่าจะเป็นว่าปู่หมดห่วงแล้ว ปู่ทำอะไรหลายอย่างและเสียสละมหาศาลมาก พระคุณปู่ที่ผมไม่เคยได้ตอบแทน ดังที่มีหลายท่านได้กล่าวไว้ "ให้ทำดีที่สุดกลับคนที่เรารักอย่าทำดีหลังจากคนที่เรารักจากไปแล้ว" น่าเศร้าที่เราไม่มีวันรู้อนาคต และผมไม่มีวันได้ตอบแทนพระคุณปู่อีกแล้ว ถึงจะซื้อของที่ปู่ชอบไปเคาะโรงศพก็ไม่มีทางที่ปู่จะได้ทาน 

ดังนั้นสิ่งที่หลานชั้นเลวคนนี้พอจะทำได้คือรวบรวม ลายมือปู่ ที่เขียนอยู่ตามที่ต่างๆในบ้านเพื่อสอนหลานเลวๆ อย่างผม มารวบรวมไว้ให้เตือนใจกับท่านที่ยังมีคนที่รักอยู่เสมอว่า วันที่มีปู่หรือคนที่ท่านรัก โปรดทำตามที่ท่านสอนอย่าขัดใจท่าน เพราะวันหนึ่งที่ท่านจากไปท่านจะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียดาย เมื่อยังมีเวลาอยู่ร่วมกัน นั้นละครับที่ผมอยากบอก

SANTI' SIGNATURE



การประหยัด ปู่พูดเสมอครับ ไฟที่ไม่ใช้ให้ปิด น้ำที่ไม่ได้ใช้ให้ปิด ช่วยกันดูแล ตรงไหนใครลืมเราก็ช่วยกันได้ ค่าไฟที่บ้านตกเดือนละหลายพัน ปู่ก็เป็นคนจ่าย เรียกว่าปู่ช่วยดูแลมาโดยตลอด ดังนั้นปู่จึงไม่อยากเห็นใครเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น แต่ก็อยากให้ทุกคนสามารถอยู่ในบ้านได้อย่างมีความสุข







ปู่จะมีการเตือนสติคนในบ้านอยู่เสมอ ว่าแต่ละช่วงเวลามีเหตุการณ์อะไรบ้าง แต่ปู่จะไม่พูดออกมาตรงๆ ปู่เคยบอกว่า ฉันไม่อยากทำให้ใครไม่สบายใจ ดังนั้นวิธีที่ปู่ใช้เตือนสติคือการ เขียนลง บอร์ดหรือกระดาษเพื่อ  เตือนสติคนในบ้าน ดังในรูป ปู่กำลังบอกว่าค่าน้ำ เพิ่มจากเดือนที่แล้ว น่าจะมีอะไรพิดพลาด ช่วยกันสอดส่องดูแลนะ






การประหยัดไม่ได้หมายความว่าจะได้ประโยชน์แค่คนในบ้าน แต่ยังสามารถรักษาโลกให้น่าอยู่ได้นานๆ เช่น ช่วงที่ประเทศไทยเราอยู่ในสภาวะแห้งแล้ง หากทุกคนช่วยกันคนละนิดประหยัดเราจะสามารถ ลดการใช้น้ำโดยไม่จำเป็นได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างการแปลงฟันโดยไม่เปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ ก็ช่วยลดการใช้น้ำได้แล้ว การไม่เสียบปลั๊กทีวี ขณะที่ไม่ได้ดู การถอดปลั๊กไฟเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานก็ช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้มากเช่นเดียวกัน







บางครั้งการแก้ปัญหาง่ายของอุปกรณ์เก่าๆในบ้านก็เป็นเสมือนเส้นผมบังภูเขา เช่นการยกที่กดชักโครกขึ้นก็ง่ายด่าย จนบางครั้งเราก็มองข้าม แต่ปู่ไม่เคยมองข้ามรายละเอียดเล็กๆน้อย และพยายามฝึกหลานๆให้มองเห็นรายละเอียดเล็กน้อยที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม แต่ถ้าเรามองให้ดีเราก็จะสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น


จะเห็นได้ว่าปู่จะเขียนติดไว้ตามที่ต่างเพื่อกันลืม เอาจริงๆดูท่าน หลานบ้านนี้ขี้ลืมมากๆ ปู่จะติดเอาไว้่เวลาเดินผ่านจะได้มองเห็นและนึกได้ว่าต้องทำอะไร เช่น การเปิดปิดปั้มน้ำ หรือเครื่องสูบน้ำที่ใช้สูบน้ำจากบ่อใต้บ้านขึ้นไปบนแท้งน้ำที่ดาดฟ้า เราจะเปิดตอนเช้าและปิดตอนเย็น ถ้าลืมเปิดตอนเช้า อาจจะไม่มีน้ำใช้ในบ้านได้ แต่ถ้าลืมปิดตอนเย็น เครื่องจะทำงานตลอดเวลาที่ให้เสียค่าไฟเป็นจำนวนมาก 




ความละเอียดของปู่ไม่ใช้แค่การมองหาความผิดพลาด แต่การรักษาหรือป้องกันการเสียหาย ก็เป็นหนึ่งในความพิเศษของคุณปู่ เช่น การใช้สายยางฉีดน้ำถ้าเราใช้เสร็จและไม่เก็บให้เรียบร้อย สายยางอาจจะหักหรืองอทำให้ใช้งานได้ไม่นาน ก็เสียหาย มีรอยรั่วหรือซึม ทำให้ไม่สามารถใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และต้องซื้อใหม่เร็วขึ้น การป้องกันหรือการรักษา ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการใช้ชีวิตด้านต่างๆ ได้ เช่นการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะประสบพบเจอ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ใดๆ ก็ตามเราก็จะสามารถผ่านมันไปได้ ความพร้อมของชีวิต มักจะประกอบด้วย ความรู้ ความคิด และการฝึกฝน เพื่อให้เกิดความชำนาน และความเคยชิน จนติดเป็นนิสัยประจำตัว เป็นนักแก้ไขปัญหาชั้นเลิศ และสามารถมีชีวิตที่เป็นปกติสุขได้นั้นเอง





ปู่เป็นคนรักความสะอาดครับ และเป็นพ่อครัวชั้นเลิศ แต่จะว่าไปแล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาตอาหารฝีมือคุณปู่ เท่าไรนัก เพราะหากผมอยู่บ้าน ผมก็จะเตรียมอาหารให้คุณปู่ ถ้าคุณแม่อยู่บ้านคุณแม่ก็จะเตรียมอาหาร ถ้าน้องชายอยู่น้องก็จะเป็นคนเตรียมอาหาร แต่ถ้าไม่มีใครอยู่ปู่ก็จะเตรียมอาหารทานเอง สรุปคือ คนที่ได้ลิ้มลองอาหารของปู่ก็มีแต่ปู่คนเดียว ปู่บอกเสมอว่าอร่อย และอาหารโปรดอันดับต้นๆ ของปู่คือกุนเชียงครับ ต้องมีติดบ้านอยู่เสมอไป หากไม่มีปู่จะให้หามาจนได้ บางครั้งก็ต่างคนต่างซื้อมาชนกันเยอะมาก แต่บางครั้งก็ลืมจนไม่มี ปู่จะใช้เครื่องอบอาหารเพื่ออุ่นกุนเชียง และในเตาอบนี้เองครั้บ มีที่รองน้ำมั้นจากอาหาร แต่ผมมักจะไม่ค่อยชอบใช้เพราะบางครั้ง อาหารจะติดกับถาดรองน้ำมัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือน้ำมันจะหกเละเทะเครื่องอบและมีรอยไหม้ ที่เครื่องเสมอ จนคุณปู่ต้องน้ำป้ายมาติดเพื่อเป็นการถนอมเครื่องอบไปในตัว ป้ายหรือข้อความไม่ได้สำคัญครับ สิ่งสำคัญคือลายมือปู่ที่แฝงความรักความเอ็นดูและการสอนเพื่อให้เราเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบนี้เอง





คนเกษียณอายุการทำงานส่วนใหญ่ทำอะไรกันครับ ผมไม่แน่ใจนักแต่สิ่งที่ปู่ผมทำและทำเก่งมาก คือการลับมีด ไม่ใช้มีดใหญ่โตที่ใช้เป็นอาวุธนะครับ แต่เป็นมีดทำครัว ปู่ชอบมากมีหินส่วนตัวและลับมีดทุกอันที่มีในบ้านเป็นงานอดิเรกเลยก็ว่าได้ นั้นละครับ แต่สิ่งที่หลานชั้นเลวคนนี้ทำคือ ใช้มีดที่ปู่ลับให้อย่างดี แล้วไม่ล้างนั้นเอง เป็นความมักง่ายที่ไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะทำให้เกิดความสกปกและคราบน้ำมันหรือเศษอาหารติด ปู่เลยต้องออกโรงเองเสมอถึงขั้นติดป้ายให้ล้างมีดเลยละครับ นอกจากการลับมีดและสิ่งที่มหัศจรรย์มากๆในบ้านคือ มีดหายเป็นประจำในบ้านจะมีมีดหลายสิบด้าม แต่มักจะค่อยๆหาย ทีละด้าม และเชื่อผมเถอะครับปู่ก็ซื้อมีดใหม่มากพอๆกับการลับมีดนะละครับ








อีกสิ่งที่บ้านนี้ชอบมากคือกล่องพลาสติกครับ เต็มบ้านไปหมด ทั้งแม่ทั้งปู่ซื้อมาทุกครั้งที่เดินห้าง และสามารถมองห็นได้ แต่ปัญหาก็ไม่วายตามมาคือ กล่องพลาสติกหายครับ ไม่หายทั้งอัน แต่บางอันฝาหาย บางอันตัวกล่องหาย ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี ปู่ผม นักแก้ปัญหาชั้นเลิศจัดการลงมือทำคือ การติดสติกเกอร์เป็นสัญลักษณ์ว่าตัวกล่องและฝาของมันคืออันไหน บางครั้งติดหนึ่งชิ้น บางอันติดสอง สาม หรือสี่ บางครั้งสีแดง สีเหลือง เยอะมากครับ แต่ผลก็ออกมาด้วยดีคือ กล่องไม่หายออกจากกันและอยู่กันครบคู่เสมอครับ






ประตูที่เปิดแล้วไม่ปิดมีโอกาสที่จะโดนลมพัดปิดเองได้ วิธีแก้ปัญหาเบื้องตนคือการนำก้อนอิฐมาวางกั้นไว้เพื่อไม่ให้ลมพัดประตูปิดเกิดเสียงดังและประตูเสียหายได้ เราเลยนำอิฐมาวางกั้นไว้ แต่ปัญหาก็ยังไม่วายเมื่อหลานชั้นเลวอย่างผม ลืมนำอิฐมาวางกั้นประตู คุณปูเลยต้องติดคำแนะนำให้เห็นชัดเจน ว่าตรงไหนต้องทำอะไรเพื่อไม่ให้เราลืมนั้นเอง คล้ายกับการทำ TQM หรือ PDCA มากผมมั่นใจว่าปู่ไม่น่าจะรู้หลักการนี้แน่ แต่ปู่สามารถคิดค้นหลักการนี้ได้ด้วยตนเอง นั้นคือหลักการบริหารพฤติกรรมคนในบ้าน หากนำผมการวิจัยและสถิติการเปิดปิดประตูของปู่มาเขียนเป็นหนังสือ น่าจะเขียนได้หลายเล่มพอสมควรเลยละครับ





ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของปู่คือการจัดของเป็นหมวดหมู่ แล้วจัดลงกล่องพร้อมกับการติดป้ายชื่อกำกับ เพื่อให้สะดวกกับการนำออกมาใช้และการจัดเก็บ ดังนั้นในบ้านจะมีกล่องที่ปู่จัดเก็บและเขียนป้ายไว้เป็นจำนวนมาก นิสัยการเป็นระเบียบนี้น่าจะตกมาถึงหลานบ้างไม่มากก็น้อย บอกได้เลยว่าปู่ลายมือสวยมากครับ






แม้แต่เศษไม้ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ หากเราสามารถมองเห็นประโยชน์ของสิ่งต่างๆรอบตัวเราได้ ปู่นำได้มาวางทับผ้าคุมถังซักผ้า เพื่อไม่ให้ถังซักผ้าโดนน้ำโดนแดดและเสียหายก่อนถึงเวลา นั้นเอง ประเด็นนี้น่าสนใจที่ปู่สามารถมองเห็นประโยชน์ของสิ่งต่างๆมากกว่าคนอื่นๆ และไม่มองข้ามสิ่งเล็กสิ่งน้อย ประเด็นนี้คือหากเราสามารถมองเห็นประโยชน์ของสิ่งของหรือประโยชน์ของมนุษย์ทุกคน เราก็จะสามารถบริหารจัดการสิ่งต่างๆรอบตัวได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดนั้นเอง เอาไปใช้ในการบริหารคน บริหารงาน บริหารตนเองได้เป็นอย่างดีครับ





ปู่เขียนทุกอย่างเพื่อบอกประโยชน์ของสิ่งต่างๆ เช่นนำเฟืองรถที่ไม่ได้ใช้แล้วมาเป็นที่ทับกระดาษ พร้อมกับเขียนระบุลงไปเลยว่าเรานำสิ่งนี้มาใช้ประโยชน์อะไร หรือการจดเพื่อช่วยจำว่ากุญแจดอกไหนของที่ไหนเพื่อให้เราไม่ลืมและสะดวกเมื้อใช้งาน ประเด็นการจดก็เมื่อกับการเขียนนั้นละครับ อะไรก็ตามที่อยู่ในหัวแต่ไม่เขียนออกมามักจะไม่สามารถนำมาใช้งานได้ แต่อะไรก็ตามที่เราคิดและสามารถเขียนออกมาได้ก็จะทำให้เรา สามารถนำสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาใช้ประโยชน์ได้นั้นเอง




ช่วงแรกที่เรานำหลอดไฟ LED มาใช้งานนั้นเป็นที่น่าปวดหัวเวลาเปิดว่าต้องเป็นด้วยสวิซต์ตัวไหน คุณปู่ก็ช่วยจัดให้โดยการเขียนบอกเลยครับว่าต้องเปิดหลอดไหน และหลอดไหนไม่ควรเปิด เพราะหลอด LED นั้นประหยัดไฟกว่าหลอดปกติถึงสองเท่าเลยทีเดียว แต่มีราคาสูงกว่าหลอดราคาปกติ เชื่อเถอะครับครั้งแรกที่ผมแนะนำปู่ให้เปลี่ยนเป็นหลอด LED ซื้อมาเปลี่ยนแทบไม่ทันหลายสิบหลอดเลยละครับ








มีเรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ กล่าวคือ เตารีดผ้าเสีย ผมก็ซื้ออันใหม่มาให้ปรากฏว่าปู่ไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะมีขนาดใหญ่ไม่สามารถใช้งานได้สะดวก ปู่เลยไปซื้อมาเพิ่มอีกหนึ่งเครื่อง แต่มีปลั๊กเสียบร่วมกันอยู่ แต่ปู่ก็ถนอมน้ำใจหลานมากๆ โดยปู่จะไม่ถอดปลั๊กออกแต่ติดว่าให้ถอดออกซักหนึ่งอันที่ไม่ใช้ และเสียบเฉพาะเตารีดที่ต้องการใช้งานนั้นเองครับ







อีกสิ่งหนึ่งที่หลานชั้นเลวตอบแทนปู่คือสูบบุหรี่บนรถ คุณปู่เลิกสูบบหรี่มาตั้งแต่ปี 2535 เพราะกลัวหลานเหม็นบุหรี่ แต่สิ่งที่หลานทำคือสูบบุหรี่บนรถ ปู่ก็เลยติดป้ายเตือนสติว่า ควันบุหรี่เป็นสารพิษสร้างความเดือดร้อนให้กับคนที่เรารัก ฉะนั้นไม่แนะนำให้สูบบนรถ








DIARY หน้าสุดท้าย 14 กุมภาพันธ์ 2559

สิ่งที่น่ามหัศจรรย์และพฤติกรรมที่ต้องส่งต่อ คุณปู่จะจดบันทึกลงสมุด DIARY เป็นประจำทุกวัน การจดบันทึกหรือการเขียนอะไรบางอย่างที่ถูกการไตร่ตรองทางความคิดออกมานั้น จะช่วยในการพัฒนาศักยภาพของสมองได้อย่างน่า อัศจรรย์ มีการวิจัยมากมายรองรับทฤษฎีดังกล่าว และข้อพิสูจน์จากปู่เลยว่าการจด DIARY ของปู่ทำให้ปู่ไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์และมีความจำที่ดี แม้บางครั้งความชราอาจเป็นอุปสรรคในการพูด แต่ปู่สามารถคิดวิเคราะห์ไต่ตรองได้เป็นอย่างดี วิเคราะห์และสังเคราะห์เรื่องราวพร้อมหาทางออกดีๆที่เป็นที่ยอมรับอยู่เสมอ จนบางครั้งไม่สามารถหาข้อโต้แย้งปู่ได้เลย เพราะปู่ไม่ใช่แค่นักอ่านแต่เป็นนักเขียนขั้นยอดอีกต่างหาก

สำหรับรูปภาพลายมือของปู่ผมขออนุญาตในการแผยแพร่โดยปริยาย เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่ได้มีโอกาสอ่าน นำการประพฤติ ทัศนคิ แนวคิด ของคุณปู่ไปเป็นตัวอย่างประกอบการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าปู่เป็นต้นแบบที่ดีให้กับหลายชั้นเลวสมองเท่าหางอึ่งคนนี้มาโดยตลอด แต่ด้วยสมองที่เท่าหางอึ่งของผมทำให้ไม่สามารถเข้าใจถึงสิ่งที่ปู่ต้องการบอกผ่าน ลายมือของปู่อยู่เสมอ จนถึงวันที่ไม่มีปู่ผมถึงได้มานั่งไตร่ตรองวิเคราะห์สิ่งต่างๆและสิ่งที่ปู่ทิ้งไว้ให้

สิ่งที่ปู่ทิ้งไว้ให้ไม่ใช้แก้วแหวนเงินทองของมีค่าในตลาด แต่เป็นภูมิปัญญาและวิธีชีวิตของปู่ที่มีค่าแก่การยกย่องเชิดชู เพื่อให้หลานสามารถนำไปเป็นแบบอย่างและสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของความเปลี่ยนแปลงและใจตนเองนั้นเองครับ



ภาพทานอาหารร่วมกันกับคุณปู่



อาลัยรัก จากหลานชั้นเลว
สิทธินันท์ มลิทอง
20 กุมภาพันธ์ 2559






วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

MY BEST GRANDFATHER





ปู่ผมชื่อ พล.ต.ต สันติ มลิทอง

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 06.00 น. ขณะตื่นจากโรงแรมในจังหวัดนครราชศรีมา ได้รับข่าวจากคุณแม่ว่าคุณปู่เสียแล้วให้กลับบ้านด่วน ขณะนั้นผมเดินทางมาบรรยายให้กับทางบริษัท ที่เดอะมอลล์นครราชสีมา ตั้งแต่วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 วันที่เดินทางมาก็ได้ทราบข่าวจากคุณแม่ว่า คุณปู่เข้าโรงพยาบาลเนื่องจากอาการเหนื่อย โดยปกติคุณปู่จะไปตีกอร์ฟทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ตั้งแต่หลังเกษียณอายุราชการตำรวจตั้งแต่ปี 2535 แต่ช่วงหลังปู่จะไปตีกอร์ฟเฉพาะวันจันทร์ เนื่องจากอายุที่มากขึ้นประกอบกับโรคชรา

ความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเกิดขึ้นแต่ไม่มีใครอยากให้เกิดและไม่มีทางรู้ว่าจะเกิด นั้นคือความรู้สึกแรกหลังจากรับโทรศัพท์ ปู่เป็นบุคคลตนแบบในหลายๆด้านในชีวิต ทั้งการทำงานการครองเรือน การใช้ชีวิตให้กับลูกๆหลานๆและบุคคลรอบข้าง เป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในครอบครัวให้มีความสามัคคี ดูแลซึ่งกันและกัน คำสอนของปู่มีอยู่มากมายเหลือคณานับได้

บ้านที่อยู่อาศัยของปู่อยู่ที่ กรุงเทพมหานคร ปู่อยู่กับย่า แม่ผม และหลานทั้งสองคือ น้องชายผม บีด หรือ นวันธร มลิทอง บัณฑิตนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผม สิทธินันท์ มลิทอง บัณฑิตรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ความเสียใจของผมคือ คุณปู่ไม่ได้อยู่เห็นความสำเร็จของผมที่กำลังศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ถึงอย่างไร สิ่งที่ทำได้เพื่อคุณปู่ที่ล่วงลับคือการปฏิบัติตนตามคำสอนของปู่

คุณปู่ให้คำสอนเยอะมากในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเขียนคำสอนติดตามส่วนต่างๆของบ้านและบนรถ ถือว่าผมเป็นเด็กดื้อพอสมควร คำสอนที่ผ่านการพูดคุยกันระหว่างมื้ออาหาร หรือเวลาว่างๆของวันก็นั่งคุยกันภายในบ้าน ทางข้อความ และทางโทรศัพท์ในบางครั้ง


คำสอนของปู่

ขยัน ปู่สอนเสมอเรื่องการตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือ ปู่เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร ปู่เล่าให้ฟังสมัยเป็นนักเรียน ว่า ต้องอ่านหนังสือตลอดเวลา บางวันอ่านจนดึกบางวันตื่นมาอ่านหนังสือแต่เช้าเพื่อที่จะมีความรู้สู้กับเพื่อนในรุ่นได้ ถึงปัจจุบันถ้ามาเที่ยวบ้านปู่จะเห็นว่าหนังสือเต็มบ้านไปหมด เรียกว่าเป็นครอบครัวนักอ่านเลยก็ว่าได้ครับ ผมก็ติดเชื้อการอ่านมาจากคุณปู่บ้างเล็กน้อย เรียกว่าเพิ่งจะมาติดได้ สองถึงสามปี หลัง หนังสือที่ปู่ชอบอ่านมากคือ เนชันเนล จีโอกราฟฟิค ฉบับภาษาไทย ปู่จะรับเป็นสมาชิกรายปี ปู่บอกว่ามีความรู้และมีประโยชน์มากเพราะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่มีการวิเคราะห์แล้วจากทั่วโลกและได้รับการยอมรับจากนักวิชาการว่าสามารถนำมาอ้างอิงได้ ความขยันของปู่ไม่ใช่แค่การอ่าน แต่รวมถึงการทำงาน ผมอาจเกิดไม่ทันช่วงที่ปู่รับราชการ แต่ปู่เล่าให้ฟังเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุราชการตำรวจครั้งแรก อยู่ในที่ห่างไกลความเจริญ ต้องเดินเท้าหรือขี่ม้าเข้าไปยังพื้นที่ ต้องดูแลชาวบ้าน เวลาทำงานของปู่ที่เป็นราชการตำรวจคือ 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ 4 สัปดาห์ต่อเดือน 12 เดือนต่อปี นั้นหมายความว่าคุณปู่ทำงานตลอดเวลา หรืออีกนัยหนึ่งคือเวลาราชการคือทุกเวลานั้นละครับ มีเรื่องหนึ่งที่ปู่เล่าให้ฟังว่า ขนาดที่นอนพักอยู่ที่บ้านพักในต่างจังหวัดเวลาประมาณตีสอง ชาวบ้านก็มาเรียกบอกเกิดเหตุ ฆาตกรรม คุณปู่เล่าว่าก็ต้องรีบแต่งตัวและออกไปที่เกิดเหตุ และดำเนินการตามวิธีของตำรวจ และมีอีกหลายเรื่องครับ ปู่จะพร้อมเสมอสำหรับให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเวลาส่วนตัวหรือตอนไหนก็ตาม แนวคิดนี้ทำให้ผมติดตัวเรื่องของการทำงานมาด้วย กล่าวคือ การทำงานเราต้องมีความพร้อมตลอดเวลา เตรียมตัวเตรียมใจและทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดอยู่เสมอ นั้นคือความหมายของการมีชีวิต ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร ทำตำแหน่งใหญ่โต หรือตำแหน่งเล็กๆ คุณได้ทำหน้าที่ของคุณอย่างดีที่สุดแล้วหรือยัง

ประหยัด ปู่เล่าว่าสมัยตอนเป็นเด็กประเทศไทยหลังช่วงสงคราม ข้าวยากหมากแพงอาหารดีๆ หาทานยากมาก การมีข้าว กับข้าวดีทานนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ดังนั้นการได้ทานข้าวและกับข้าวดีๆนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เรียกว่าโชคดีมาก คำสอนติดตัวผมมาเสมอครับ ทานข้าวเยอะๆทานกับน้อยๆ ทานให้อิ่มเป็นดี ทำให้เราเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย กินอะไรก็ได้ข้าวไข่ดาวก็อยู่ได้ ปู่ชอบทานข้าวบ้านชอบทานข้าวกันครบหน้าคนในครอบครัว ปู่มักจะเล่าเรื่องต่างๆในอคีตให้ฟังระหว่างทานอาหารเย็นร่วมกัน หากวันไหนเป็นวันดี หรือวันพิเศษเราจะออกไปทานข้าวนอกบ้านกันซักครั้ง บางทีผมก็พาไปทานอาหารนอกบ้านบ้าง ตามแต่สถานการณหรือวันพิเศษต่างๆ

วินัย ตามธรรมชาติตำรวจและนักเรียนเตรียมครับ วินัยมาที่หนึ่ง ทุกอย่างต้องทำอย่างมีวินัย ทานข้าวตรงเวลา ปกติ 19.00 น. ทานข้าวเย็น ตอนเตรียมอาหารเย็นให้คุณปู่ต้องเตรียมการให้อาหารเสร็จ 19.00 น. พอดี เพราะคุณปู่ชอบทานอาหารร้อนๆ ไม่ชอบทานเย็นๆ ฉะนั้นการปรุงอาหารต้องกะเวลาให้พอดี พอคุณปู่ออกจากห้องเราต้องยกขึ้นไป และการทำอาหารต้องทำในปริมาณไม่มากเพราะคุณปู่ประหยัด วันไหนทำกับข้าวมากไปจะถูกดุ ต้องทำแต่พอดีและพอเพียง นัดหมายเวลาเช่นกันครับ ถ้าวันนี้นัดปู่ออกไปนอกบ้าน ปู่จะบอกเวลาที่แน่นอน เช่น 11.00 น.นั้นหมายความ 11.00 น. ต้องออกเดินทางหากเตรียมตัวไม่ทันก็จะถูกดุเช่นเคย หรือถ้านัดหมายกับคนอื่นที่นอกบ้านปู่ก็จะออกไปก่อนเวลาไม่ให้ใครมาคอยแต่เราจะไปแบบทันเวลาพอดี สิ่งที่ติดตัวเรามาคือการตั้งนาฬิกาให้เร็วกว่าเวลาปกติ 10 นาที นั้นหมายความว่าเราจะไม่มีทางไปไม่ทันนัดโดยเด็ดขาด เพราะปู่นัด 10.00 น. เราก็จะเสร็จก่อน 10 นาทีนั้นเอง วินัยทุกเรื่องครับ การซักผ้าต้องซักให้แต่ละครั้งมีจำนวนผ้าที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นจะเป็นการเปลืองน้ำ การรีดผ้าปู่ก็จะสอนให้รีดกลางวันเพราะกลางคืนต้องใช้ไฟ ทำให้สิ้นเปลืองโดยไม่ใช้เหตุ นั้นละครับ การสอนของปู่ที่ทำให้เราคิดอย่างเป็นเหตุ เป็นผล


ซื่อสัตย์ ความซื่อสัตย์เป็นสมบัติของลูกผู้ชาย ปู่มักจะสอนเสมอว่าเราไม่ควรโกหกใครโดยเด็ดขาด แต่ต้องสามารถหาทางออกที่ดีที่สุดโดยไม่โกหก หรือคดโกงใครๆ โดยเด็ดขาด การโกงกินคนอื่นมาทำให้เราไม่มีความสุข ปู่เล่าเสมอว่าถ้าปู่โกงเหมือนคนอื่นป่านนี้บ้านเราคงร่วยมาก แต่หาความสุขมิได้ และปู่ก็ไม่ได้โกงใครเค้ามา ทำให้เราอยู่ได้อย่างพอเพียง และเป็นแบบอย่างให้กับผู้คนรอบข้าง เวลาปู่พาไปเทียวต่างจังหวัด ก็จะมีลูกน้องเก่าๆ เสนอตัวหาที่พัก อาหารการกินให้เสมอๆ โดยไม่ต้องร้องขอแต่อย่างใด แม้ปู่จะหมดอำนาจบารมีไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่น่านับถือของผู้ที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาเสมอ นั้นเป็นหลักฐานชัดยอดของการเป็น นายตำรวจผู้ซื่อสัตย์ มิได้เบียดเบียนใครมา



อดทน เกิดเป็นคนต้องอดทน เรื่องราวชีวิตของปู่เป็นข้อพิสูจน์ของคำว่าอดทน ปู่ไม่ได้เกิดในบ้านที่ล่ำรวย เป็นเด็กวัด แต่กัดฟันอดทนเล่าเรียนหนังสือ อดทนทำงาน อดทนต่อคนรอบข้าง เพื่อที่จะผ่านเรื่องราวที่ไม่ดีให้เราสามารถก้าวผ่านไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้เสมอ ปู่สอนว่าการครองชีวิตคู่มีครอบครัวต้องรู้จักอดทน ถนอมน้ำใจคนในครอบครัว ให้จิตเป็นนายกายเป็นบ่าวบางเรื่องที่เรารู้ว่าไม่ถูกต้องบ้างครั้งก็ไม่ต้องพูดหรือแสดงออกมา แต่ให้ดูคนในครอบครัวว่ามีความพึงพอใจเช่นไร จะทำให้มีครอบครัวที่รักกันนานเป็นร่มโพดิ์ร่มไทรให้กับลูกหลานและผู้ที่เคารพนับถือ การรู้จักยอมถอยและการเสียสละคือสิ่งที่ปู่แสดงให้เห็นอยู่เสมอ ปู่เสียสละเพื่อครอบครัวมาโดยตลอด สละความสุขหลังเกษียณ เพื่อให้หลานๆได้มีอนาคตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งหลานไปโรงเรียน การสอนหนังสือ การดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัว นั้นละครับ ความอดทนของปู่ที่อดทนมายาวนานหลายทศวรรษ จนเป็นแบบอย่างให้กับหลานๆ ในการนำสิ่งที่ปู่เป็นสิ่งที่ปู่ทำ ไปปฏิบัติเพื่อให้ประสบความสำเร็จในชีวิตในอาชีพ



ก่อนเวลาที่ปู่จากไป เราได้มีโอกาส วีดีโอคอล คุยกันสั้นๆ ตอนนั้นปู่อยู่โรงพยาบาล ผมกำลังกลับที่พักจากการเป็นวิทยากรอบรม ที่เดอะมอลล์นครราชสีมา ปู่เหมือนอยู่ในหนังสตาร์วอส์ ใส่เครื่องพ่นยา โบกไม้โบกมือให้กับผมในวีดีโอคอล เป็นภาพสุดท้ายที่เราได้เจอกัน แต่ความทรงจำจะยังคงอยู่ชั่วนิรันด์







VDO CALL วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
เวลา 19.30 น. ก่อนปู่จากไป  3 ชั่วโมง





อาลัยรัก
สิทธินันท์ มลิทอง 
17 กุมภาพันธ์ 2559

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

INTERNSHIP AT THAILAND ONLY





เรื่องที่ไม่มีความสำคัญ

เรื่องน่าสนใจในองค์กรที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่ผมว่าเรื่องบางเรื่องที่เล็กๆ และไม่มีค่อยมีใครใส่ใจซักมักนำมาซึ้งผลกระทบหลายๆ ด้าน เรื่องนี้มีชื่อว่า นักศึกษาฝึกงานสำคัญฉะไหน แน่นอนว่าเกือบทุกองค์กรใหญ่ย่อมมีนักศึกษาฝึกงานเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานและก็เกือบทุกแผนกเลยละครับ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าในปี 2557 มีนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำนวน 2,355,070 คน เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 – 4  จำนวน 1,488,311 คน นั้นหมายถึงกำลังจะมีนักศึกษาที่พร้อมจะเข้าฝึกงานตามสถานประกอบการ หน่วยงานราชการ และอื่นๆ อีกจำนวนมากเลยที่เดียว คำถามคือแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ที่รับนักศึกษาเข้าฝึกงานนั้นมีความพร้อมมากแค่ไหน และอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าพร้อมสำหรับหน่วยงาน ซึ้งเราจะมาช่วยกันหาคำตอบกันครับ

ทำไม่ต้องฝึกงาน

การฝึกงานก็สเมือนการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาที่จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย มาทดลองใช้ในการทำงาน เน้นครับว่าทดลองใช้ และเพิ่มทักษะบางอย่างที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนมา เช่น หลักการบังคับบัญชา การติดต่อประสานงาน การปรับตัวให้เข้ากับชีวิตการทำงาน เรียกได้ว่ามหาวิทยาลัยคือองค์ความรู้ สถานที่ฝึกงานคือประสบการณ์ และเมื่อนักศึกษาจบการศึกษาแล้วนั้น ก็จะได้นำทั้งความรู้และประสบการณ์ ไปใช้ในสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นลูกจ้างเสมอ อาจจะออกมาเป็นผู้ประกอบการเองหรือรับสืบทอดกิจการของครอบครัวก็ได้ สรุปคือการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนทำงานจริง

ควรฝึกงานที่ไหน

ถ้ามีคนถามผมว่าควรฝึกงานที่ไหนผมก็คงตอบว่า แล้วแต่โชคชะตะจะนำพา เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสถานที่ฝึกงานที่ไหนจะให้ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่เราได้ แต่ถ้าถามว่าผมไปฝึกงานที่ไหน ผมก็สามารถให้คำตอบที่ง่ายขึ้น ผมฝึกงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตครับ ผมเรียนอะไร ผมเรียนรัฐศาสตร์ครับ บางท่านคงสงสัยว่าทำไมเด็กรัฐศาสตร์ถึงฝึกงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ไม่มีคำตอบที่แน่นอนครับ เพราะตอนนั้นบอกได้เลยว่าไกล้บ้าน ค่าใช้จ่ายน้อย จริงๆไม่น่าเอาเรื่องพวกนี้มาพิจารณาเลยครับ แต่ตอนเด็กใครจะไปคิดอะไรมากกว่านี้ละเนอะ งั้นเอาละถ้าไปฝึกงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแล้วได้อะไรบ้าง สิ่งที่ได้คือ รู้ว่าในหนึ่งปีมีนักศึกษาฝึกงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตปีละ 7,000 คน ครั้งแรกที่ได้ยินผมก็ไม่ค่อยเชื่อครับ แต่ตอนทานอาหารกลางวันแล้วเห็นชุดนักศึกษาเดินผ่านไปผ่านมาเต็มไปหมด เสมือนอยู่ในมหาวิทยาลัยสักแห่งหนึ่ง นี้เป็นตัวแลขที่ประมาณการครับ บางปีมากบางปีน้อย ที่น่าสนใจคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจ่ายค่าอาหารกลางวันให้วันละ 100 บาท เฉลี่ยนักศึกษาฝึกงานประมาณ 70 วันโดยประมาณ ลองคำนวนครับ 7,000 คน x 100 บาท x 70 วัน เท่าไรครับ คำตอบคือ 49,000,000 บาท ที่ท่านอ่านอยู่ไม่ผิดครับแต่ที่สำคัญเหมือนไม่มีใครสังเกตเห็นตัวเลขนี้มากกว่า เพราะนักศึกษาฝึกงานถูกแยกออกเป็นตามฝ่าย ตามกอง และค่าใช้จ่ายจะไม่ถูกนำมาคิดรวมกัน พอดูจากตัวเลขเลยไม่สูงมาก ประกอบกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจ ที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลและรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ้งสูงมหาศาล ตัวเลขประมาณการปี 2558 รายได้อยู่ที่ 41,561.60 ล้านบาท แสดงว่าค่าใช้จ่ายกับนักศึกษาฝึกงานคิดเป็น 0.11 % น้อยมากกว่าที่จะมีใครสนใจ แต่ในบางสถานประกอบการอาจมีนักศึกษาฝึกงานน้อยกว่านั้นเช่น บริษัทด้านไอทีเปิดใหม่ (ของเพื่อนแฟนผมเอง) มีนักศึกษาฝึกงาน 2 คน และไม่มีค่าตอบแทนให้ งั้นเราควรฝึกงานที่ไหนละ คำตอบคือแล้วแต่ชอบ ถ้าโชคดีก็ได้หัวหน้างานดี โชคร้ายอาจเข้าไปขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงองค์กร แต่สิ่งที่อยากให้คำนึงถึงมากที่สุดคือ คุณชอบอะไร คุณอยากทำอะไรในอนาคต แล้วค่อยเลือกสถานประกอบการครับ เอกชน รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันและยังไม่มีใครทำการวิจัยศึกษาที่ชัดเจน ผมคิดว่า การเตรียมความพร้อมนักศึกษาจำนวน 2,000,000 กว่าคน ก่อนเข้าสู่สังคม คงจะไม่มีความสำคัญสักเท่าไร เลยไม่มีใครให้ความสนใจเท่ากับการเป็นอยู่ของหมีแพนด้าแน่ๆ

นักศึกษาฝึกงานควรเตรียมตัวอย่างไร

สำหรับนักศึกษาที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทางหลังจากเลือกสถานประกอบการแล้วนั้นสิ่งต่อไปคือการเตรียมตัว ง่ายครับแต่พูดอยาก  เช่น ไม่รู้จะแบบแผนปฏิบัติของแต่ละสถานที่ เช่น บางที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณาเข้าฝึกงานค่อนข้างนาน เพราะสถานที่ทำงานบางแห่งให้ความสนใจกับภาพลักษณ์ รวมถึงทัศคติของนักศึกษา บางที่กลับไม่สนใจใดทั้งสิ้นและพร้อมจะรับหมดเพราะคิดแค่ว่าหาคนมาทำงานจิปาถะฟรี ค่าใช้จ่ายน้อย ดังนั้นสิ่งที่นักศึกษาต้องทำคือ โทรไปพูดคุยครับไม่ว่าจะเป็นคนที่เราติดต่อหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ เวลาทำงาน การแต่งกาย ภาระงานหลัก ความสนใจของสถานที่ฝึกงานกับกัวข้อศึกษาของนักศึกษา(บางทีเรียกสหกิจ บางที่เรียกการศึกษาตามความชอบ) เพราะบางครั้งสถานที่ฝึกงานก็ไม่ได้บอกตรงๆ ว่ามีความคาดหวังอย่างไร และตัวนักศึกษาเองบางทียังไม่รู้ตัวเลยว่าชอบเรื่องไหน หรือจะสามารถมองเห็นปัญหาที่น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน อาจารย์และมหาวิทยาลัยคาดหวังอย่างไร ดังนั้นสิ่งแรกคือโทรสอบถามเพื่อพูดคุยถึงเรื่องต่างๆ


หาที่พักที่ไกลกับสถานที่ทำงานและราคาที่เหมาะสมบางที่อาจมีที่พักให้ บางที่ที่พักมีราคาค่าเช่าสูงต้องพิจารณาหลายแง่มุมครับ การได้ที่พักดีหมายถึงการเดินทางที่สะดวกและสามารถเดินทางมาถึงที่ทำงานได้ก่อนเวลางาน และสามารถทำงานต่อได้แม้จะเป็นเวลาหลังเลิกงาน

ประเด็นทั่วไปเช่นที่กินตลาดหรือร้านสะดวกซื้อ เพราะแท้จริงแล้วชีวิตการทำงานไม่ได้ว่างเหมือนในภาพยนต์การที่ต้องเดินทางไปหาอาหารหรือสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันเท่ากับเวลาที่ต้องศูนย์เสียในการพักผ่อนและเรียนรู้ หรือเรื่องการรักษาพยาบาลว่าตัวนักศึกษามีประกันสุขภาพอะไรบ้างจากสถานศึกษา เพราะเวลาเกิดเหตุฉุกฌฉินตนเป็นที่พึงแห่งตนครับ แต่ถ้าโชคดีได้พี่เลี้ยงดีก็รอดไป

และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ถามตัวเองครับ ต้องการอะไรจากการฝึกงานในครั้งนี้ และถามย้ำทุกครั้ง เขียนลงกระดาษ พูดหน้ากระจก ว่าต้องการอะไรจากการฝึกงานครั้งนี้ ได้คำตอบแล้วถามต่อ เพราะอะไรถึงอยากได้สิ่งนั้น ได้แล้วมีประโยชน์อย่างไร เน้นอีกครั้งครับ ต้องการอะไรจากการฝึกงานครั้งนี้ คำถามที่สองคือ จะนำสิ่งที่เล่าเรียนมาหลายปีไปใช้อย่างไรในการทำงาน คำถามลักษณะนี้ไม่ต้องห่วงครับท่านเจอแน่ถึงจะไม่ถามตัวเอง แต่วันที่คุณจบการศึกษาและกำลังเดินทางไปสัมภาษณ์งาน หัวหน้างานถามคุณแน่ๆครับ ว่าคุณมีประโยชน์อย่างไรต่อองค์กร และจะนำสิ่งที่เล่าเรียนมาไปใช้ประโยชน์อย่างไร ที่ผมมั่นใจเพราะผมถามบ่อยเวลามีคนมาสัมภาษณ์กับผม และผมไม่ได้ต้องการคำตอบที่คลุมเคลือ แต่สิ่งที่อย่างได้คือวิธีคิดของนักศึกษาครับ อยากรู้ว่าในหัวมีกระบวนการคิดอย่างไร การหัวเราะไม่ได้ช่วยทำให้ได้งานทำ แต่การคิดจะทำให้ได้งานที่เหมาะสมกับตัวเรา นี้เป็นปัญหาหนึ่งที่ผมเจอเป็นประจำจากนักศึกษาจบใหม่ เพราะชอบหัวเราะกันมาก แต่ไม่สามารถตอบคำถามได้ ถุกคำถามไม่มีถูกผิด แต่การไม่คิดคือความผิดขั้นร้ายแรง  




วันเริ่มงาน

คำแนะนำสำหรับวันเริ่มงานคือ กระดาษ ปากกา และจดครับ จดทุกอย่างที่เป็นข้อมูล ถึงบางคนไม่จดให้เราจด เพราะความตื่นเต้นของการเริ่มงานใหม่จะทำให้ความจำของบกพร่องเล็กๆในช่วงแรกๆ ไม่ต้องตกใจแต่จะจดอะไรดีละน่าเป็นห่วง สิ่งที่ต้องจดโดยรวมๆแล้วมีดังนี้ครับ ชื่อพนักงานในแผนก ชื่อหัวหน้างาน เบอร์โทรศัพท์ E-MAIL (เชื่อสิเวลาส่งงานสะดวกมาก) โครงสร้างการทำงาน งานที่ได้รับมอบหมายหากไม่มีงานที่มอบหมายให้ถามและร้องขอ เพราะบางที่จะทดสอบดูนักศึกษาครับ ว่ามีความใส่ใจต่อการสังเกตุมากน้อยแค่ไหน การจดข้อมูลจะช่วยให้เราสามารถนำมาทวบทวนได้เวลาหลังเลิกงาน เพื่อที่ว่าวันรุ่งขึ้นจะได้พร้อมทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

พี่เลี้ยงควรทำตัวอย่างไร

การมีพี่เลี่ยงในที่ทำงานถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง บางที่ไม่มี บางที่หัวหน้างานเป็นพี่เลี้ยงให้ บางที่ให้นักศึกษาเลือกพี่เลี้ยงเอง จริงๆการได้พี่เลี้ยงก็เหมือนกับโชคชะตาครับ แต่ในบทนี้ผมไม่ได้เขียนถึงตัวนักศึกษาแต่อยากเขียนถึงพี่เลี้ยงที่กำลังอ่านอยู่ครับ ถ้ามีคนที่เคยเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักศึกษาฝึกงานอ่านงานเขียนผมอยู่นะครับ ลองตอบคำถามผมดู ถ้าท่านตอบได้หมดทุกข้อถือว่าท่านเป็นพี่เลี้ยงในตำนานเลยที่เดียว แต่ถ้าตอบถูกบางข้อท่านก็โชคดีครับ โชคดีที่ได้อ่านและรู้ตัวว่าจะต้องพัฒนาตนเองอย่างไรต่อไป แต่ถ้าตอบไม่ถูกสักข้อเดียว ก็โชคดีครับแต่โชคดีเพราะอะไรคิดเอาเองครับ

คำถาม
          นักศึกษาฝึกงานของท่านชื่อจริงว่าอะไร
          นักศึกษาฝึกงานของท่านมีอาจารย์ที่ปรึกษาชื่ออะไร
          อาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาคาดหวังอะไรกับการฝึกงานครั้งนี้
          เอกสารอะไรบ้างที่ท่านจะต้องเซ็นให้กับนักศึกษา
          นักศึกษาฝึกงานของท่านเรียนคณะและเอกอะไร
          นักศึกษาฝึกงานของท่านมีความสามารถพิเศษและงานอดิเรกอะไร
          นักศึกษาฝึกงานของท่านมีเป้าหมายอะไรในชีวิต(อยากให้พี่เลี้ยงถามตัวเองด้วย)
          นักศึกษาฝึกงานของท่านพักอยู่ที่ใด
          นักศึกษาฝึกงานของท่านชื่อชอบหรือไม่ชอบอะไร

เอาละครับคำถามประมาณนี้จริงๆถ้าผมนั่งอยู่ด้วยผมจะถามมากกว่านี้อย่างแน่นอน แต่ผมไม่ได้นั่งอยู่หน้าทุกท่านดังนั้นแค่นี้น่าจะพอสมควรและคำถามอย่างนี้มีความสำคัญอย่างไรละ คำตอบคือไม่สำคัญและสำคัญครับ เพราะคำถามชุดนี้คือคำถามที่เกี่ยวกับความใส่ใจในนักศึกษาฝึกงานบางที่ให้นักศึกษา ซื้อกาแฟกับถ่ายเอกสารเท่านั้น และไม่เคยสนใจถึงความก้าวหน้าในการเรียนรู้เลย แต่อย่าลืมนะครับพี่เลี้ยงทั้งหลายท่านเป็นกำลังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งคน 2,000,000 คนเข้าสู่สังคมการทำงาน ท่านจะส่งแบบไหนและอยากให้สังคมเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับตัวท่านเองครับ





ระบบฝึกงานทรงพลัง

การฝึกงานคือการเรียนรู้ประสบการณ์ไม่ใช้การใช้แรงงานแต่อย่างใด ดังนั้นการเตรียมระบบฝึกงานให้มีประสิทธิภาพจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ข้อผู้ฝึกงานได้เป็นอย่างดี เริ่มแรกสิ่งที่ต้องทำคือ ถามเหมือนกันครับ แต่ครั้งนี้ พี่เลี้ยงต้องโทรถามอาจารย์ที่ปรึกษาว่ามีความคาดหวังอย่างไรและนักศึกษามีพฤติกรรมอย่างไรขณะศึกษาอยู่ซึ่งช่วยได้มากในการกำหนดภาระงานให้กับนักศึกษา เมื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาถึงความคาดหวังเรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อมาคือ การกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้รายสัปดาห์ เพื่อให้นักศึกษาสามารเตรียมความพร้อมและรู้ว่ายังต้องเรียนรู้อะไรต่อไปอีก หรือเรียนรู้ถึงไหนแล้ว การติดตามผลการเรียรู้ ควรจัดการพูดคุยกับนักศึกษาประมาณสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง แนะนำบ่ายวันศุกร์ หรือไม่ก็เช้าวันจันทร์ เพราะวันอื่นของสัปดาห์ท่านอาจมีงานล้นมือทำให้ไม่สามารถติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเป็นบ่ายวันศุกร์ท่านจะสามารถให้คำแนะนำหรือ FEEDBACK ได้จากการสังเกตุการทำงานในรายสัปดาห์นั้น ผมแนะนำการให้ FEEDBACK นักศึกษาเลยละกัน การให้ FEEDBACK หรือคำแนะนำนั้นง่ายครับ มีหลายทฤษฎีและวิธีการแต่ที่ผมอยากแนะนำให้ลองไปใช้ดูคือ AID MODEL เป็นตัวย่อมีคำแปรดังนี้ครับ

A = ACTION การกระทำ
I = IMPACT ผลกระทบ
D = DOING สิ่งที่ควรทำ

ดังนั้นสิ่งที่พี่เลี้ยงควรทำคือ สังเกตุนักศึกษาฝึกงานและจดการกระทำบางอย่างที่เราจะให้ FEEDBACK เพื่อที่จะได้ไม่ลืม เมื่อเราให้ FEEDBACK เราจะสามารถให้ได้โดยง่าย ตัวอย่างนะครับ ต้องบอกให้ได้ว่านักศึกษาฝึกงานทำอะไรต้องเห็นด้วยตาและเป็นเชิงประจักษ์คือเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องเล่าจากปากคนอื่น เพราะถ้ายังไม่ได้มีการพิสูจน์ย่อมไม่ใช้เรื่องเชิงประจักน์ จากนั้นต้องบอกถึงผลกระทบของการกระทำนั้นๆ ว่ามีผลกระทบกับงานอย่างไร มีผลกระทบกับผู้อื่นอย่างไร มีผลกระทบกับตัวนักศึกษาอย่างไร และสุดท้าย DOING คือสิ่งที่ควรทำเพิ่มเติมว่ามีอะไรบ้างที่นักศึกษาฝึกงานควรทีเพิ่มเติมเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการฝึกของพี่เลี้ยงและตัวนักศึกษาฝึกงานได้ไปในตัวด้วยดีจริงๆครับเรื่องง่ายๆที่คนมักมองข้าม

ต่อมาคือการมอบหมายงานในเช้าวันจันทร์บางที่มอบหมายงานครั้งเดียวจบ กว่าจะรู้ตัวว่านักศึกษาไม่ได้อะไรกลับไปเลยก็เสียเวลาไปจนจะจบการฝึกงานเสียแล้ว เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกครับ ดังนั้นการมอบหมายงานนั้นมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะ หลักในการมอบหมายงานก็เหมือนกับหัวหน้าให้งานลูกน้องละครับ คือต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร มีประโยชน์อย่างไร และควรทำออกมาให้หน้าตาแบบไหน อย่างพิจารณาถึงระดับของนักศึกษาฝึกงานนะครับ ไม่ใช่มองหมายโปรเจคใหญ่ เพราะระดับของนักศึกษาฝึกงานนั้นหมายถึงระดับความรับผิดชอบและวุฒิภาวะ เกี่ยวข้องกันทั้งสิน และเมื่อมอบหมายงานเสร็จแนะนำให้เขียนครับเป็นรายลักษณ์อักษรที่อ่านและเข้าใจได้ง่ายเขียนเสร็จสำเนาสองชุดพี่เลี้ยงเก็บไว้หนึ่งชุด นักศึกษาเก็บไว้หนึ่งชุด เพื่อที่จะได้เทียบเคียงว่างานที่ได้รับมอบหมายทำถึงไหนแล้ว มีปัญหาในการทำงานอะไรบ้าง และต้องการความช่วยเหลืออย่างไรต่อไป

การประเมินผลก็มีส่วนสำคัญ การประเมินผลตามความเป็นจริงกับการประเมินผลจากความสมควร เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันได้ยาก แต่อย่าลืมนะครับผลการประเมินนักศึกษาฝึกงานจะติดตัวนักศึกษาไปตลอดชีวิต ดังนั้นการประเมินผมอยากให้ดูพี่เลี้ยงเป็นหลักท่านมอบหมายงานแบบใด ท่านเป็นตัวอย่างแบบไหนและท่านทำตัวอย่างไร แต่ในบางกรณีที่นักศึกษาไม่ให้ความสนใจมากๆ ท่านก็ให้คะแนนตามความเป็นจริงได้เลยครับ แต่อย่างลืม FEEDBACK นะครับและไม่ใช่ความคิดเห็น แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงที่พิสูจน์ได้นั้นเอง

เรื่องทั่วไป

พี่เลี่ยงต้องเลี่ยงข้าวนักศึกษาฝึกงานบ่อยแค่ไหน คำตอบคือแล้วแต่ท่านครับตามกำลังทรัพย์เลย แต่อย่าลืมนะครับนักศึกษาฝึกงานยังไม่มีเงินเดือนเป็นของตนเอง ถ้าอยากเลี้ยงข้าวแนะนำหาแบบประหยัดไม่ลำบากเราไม่ลำบากน้อย

น่ากลัวชู้สาว บอกเลยว่าเกิดขึ้นบ่อยไม่ว่าจะเป็นพี่เลี้ยงผู้ชายน้องผู้หญิง หรือน้องผู้ชายพี่ผู้หญิง เกิดขึ้นได้แต่อย่าลืมจรรยายบรร คิดเสมอครับพี่เลี้ยงประสบการณ์มากกว่าควรจะพึงกระทำตนให้เป็นแบบอย่างไม่ใช้กระทำตนให้เป็นปัญหาสังคม ทุกคนเป็นลูกมีพ่อมีแม่ครับ


น้องหยุดบ่อยปัญหาส่วนตัวเยอะ ธรรมดาโลกครับ ที่ควรทำคือใส่ใจรับฟังไม่ใช่ใส่อารมณ์ให้ระเบิด พระหากพี่ไม่ดูแลน้องแล้วน้องจะปรึกษาใคร ปรึกษาแล้วโดนด่าจะปรึกษาไปเพื่ออะไร จริงมนุษย์ทุกคนต้องการใครสักคนรับฟังเท่านั้นครับไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านั้นแล้ว ฝึกที่จะฟัง เพื่อเป็นมนุษย์ที่ใจสูงส่ง ดีกว่าฝึกพูดเพื่อเป็นหมาที่เห่าดัง

สุดท้ายที่อยากฝาก

ถึงพี่เลี้ยงทุกท่าน อนาคตของชาติท่านสร้างได้ สร้างจากใจ สร้างจากความรัก แล้วความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องจะยาวนานเป็นทั้งประโยชน์กับตัวน้องและประโยชน์กับตัวพี่ เรียกว่าความสัมพันธ์อันดี และที่สำคัญอย่าลืมนะครับประวัติการสมัครงานของน้อง จะเขียนว่าฝึกงานที่ไหน ถ้าน้องตอบได้ว่าได้ประโยชน์อะไรและมีวิธีคิดอย่างไร เพราะได้จากการฝึกงานที่ไหน ภาพลักษณ์ของท่านก็จะดี แต่ถ้าน้องตอบไม่ได้ถามไม่ตอบ น่าสงสารนะครับ คิดถึงตัวท่านตอนสัมภาษณ์พนักงานใหม่ดูแล้วกันครับ

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

TRAIN THE TRAINER

TRAIN THE TRAINER

เป็นการฝึกสำหรับผู้ที่มีความปราถนาในการพัฒนาตนเอง เพราะการเรียนรู้และสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เป็นการพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองได้เป็นอย่างดีเหมาะแก่ทุกคนที่มีความปราถนาในการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพและทรงประสิทธิผล

การเขียนครั้งนี้ได้รับข้อมูลมาจากการเข้าอบรมหลักสูตร TRAIN THE TRAINER ของอาจารย์ชาญ ตระการศิลป์ จากบริษัท WINTORY THAILAND

มีแนวคิดดังนี้ 

1. การวางเป้าหมายเพื่อความสำเร็จในชีวิต
สิ่งสำคัญ 2 อย่างคือ

1.1.การมีเป้าหมายที่ชัดเจนทั้งในระยะยาวและระยะสั้น หรือก็คือ เป้าหมายในการมีชีวิตเป็นเป้าหมายใหญ่,เป้าหมาย 5 ปี,เป้าหมาย 1 ปี,เป้าหมายรายเดือน,รวมถึงเป้าหมายรายวัน นั้นหมายความว่าความสำเร็จตามที่ความหมายของแต่ละคนนั้น จำเป็นตั้งมีเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถไปถึงได้ หากยังไม่สามารถตั้งเป้าหมายได้ ให้ลองใช้คำถามเช่น เราเกิดมาทำไม,เรากำลังทำสิ่งที่ทำอยู่ไปทำไม
1.2.ความเชื่อ เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนสิ่งที่จะส่งเสริมตัวเราให้ไปถึงเป้าหมายของเราได้นั้นก็คือความเชื่อ ความเชื่อมั่นในตัวตนของเราและการกระทำของเราตั้งเชื่อมั่นไม่ลังเล ไปกับความคาดหวังของคนรอบข้าง แต่ต้องเป็นความคาดหวังของเรา จงรับผิดชอบตัวเอง จากผลการกระทำของตนเอง และทำอย่างมีความเชื่อเป็นแรงบรรดาลใจ

2. สี่ตัวอักษรช่วยได้
สี่ตัวอักษรช่วยคุณได้คือ T F A R

T = THOUGHT ความคิด ทุกสิ่งที่เป็นตัวตนของเราต้องเราจากการคิด มนุษย์มีความพิเศษคือสามารถใช้เส้นประสาทจำนวนมากกว่าสัตว์อื่นทำให้เราสามารถคิดได้ แต่คนส่วนใหญ่มักหยุดคิดทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

F = FEEL ความรู้สึก เมื่อเริ่มคิดได้แล้วต้องมีความรู้สึกร่วมเพื่อให้ความคิดออกมาจากความอยากคิดไม่ใช้แค่จำเป็นต้องคิด

A = ACTION เมื่อคิดออกและสามารถรู้สึกถึงความอยากได้แล้วสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักละเลยคือการลงมือทำ ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำคือการลงมือทำ ทำทันที จะเดินไปเชียงใหม่หรือเดินไปล้างจานก็ต้องเริ่มจากก้าวแรกเหมือนกัน มีนักศึกษาวิชา เซ็น ท่านหนึ่งได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้ไปล้างจานในครัว ซึ่งมันช่างมากมายเหลือเกิน นักศึกษาท่านนั้นแทบจะเดินหนีกลับบ้านแล้ว แต่ก็เกิดบรรลุทางความคิดขึ้นมาและเขาไปล้างจานจนหมดทุกใบ อาจารย์เซ็นถามว่า มีจานสกปกกี่ใบที่ท่านล้าง นักศึกษาตอบ มีใบเดียวครับใบที่ผมล้างอยู่นั้นเอง

R = RESULT ผลลัพธ์ เมื่อเราคิด รู้สึกและลงมือทำ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผลลัพธ์ที่มีคุณค่าและประโยชน์แก่ตัวเราเอง คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงแต่ผลลัพธ์ แต่ไม่สามารถมองเห็นวิธีการไปถึงผลลัพธ์เช่นอยากรวย แต่ไม่คิด ไม่ได้รู้สึกอยากรวยจริงๆ และไม่ลงมือทำในสิ่งที่แตกต่าง ผลลัพธ์ก็แทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยครับ

3. สิ่งที่ช่วยในการรับรู้ของผู้เรียนคือ (HSD)

HEAR การฟังการฟังเป็นสิ่งที่ดีแต่การฟังอย่างเดียวอาจจะทำให้ลืมได้
SEE ถ้าเราได้ฟังและได้เห็นจะช่วยให้เราสามารถจำได้ดียิ่งขึ้น
DO ลงมือทำ ผสมทั้งสามสิ่ง ฟัง ดู และทำ จะทำให้เกิดความเข้าใจ ไม่ใช่แค่การรู้จำ รู้จริง แต่จะพัฒนาไปได้ถึงการรู้แจ้งนั้นเอง

4. วิธีคิดของวิทยากร

รู้จริง รู้จริงในเนื้อหาที่สอนหรือที่กำลังถ่ายทอดไม่ควรนำข้อมูลที่ยังไม่ได้พิสูจน์มาใช้แต่ควรจะพิจารณาอย่างถี่ถ่วนในเนื้อหาก่อนที่จะนำมาใช้
ถ่ายทอด หน้าที่หลักของวิทยากรก็คือการถ่ายทอด ดังนั้นการถ่ายทอดที่ทรงประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
ผู้นำ วิทยากรต้องแสดงตัวอย่างของการเป็นผู้นำ เพราะผู้นำที่ดีย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและช่วยเหลือผู้อื่น
น่าเชื่อถือ วิทยากรที่ดีจะต้องประพฤติตนให้มีความน่าเชื่อถือเพื่อดึงดูดผู้ฟังให้คล้อยตาม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรือการแสดงออก
มนุษย์สัมพันธ์ มนุษย์สัมพันธ์และความเป็นมิตรจะช่วยให้ผู้ฟังเกิดอาการคล้อยตามเป็นผลให้เกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน
การแก้ปัญหา เมื่อยืนอยู่หน้าเวที แน่นอนว่าปัญหาอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นวิวิทยากรมืออาชีพย่อมสามารถแก้ไบปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี
มีคุณธรรม มีคำกล่าวว่า หมอพลาดคนตาย 1 คน นักบินพลาดคนตาย 1 ลำ วิศวกรพลาดคนตาย 1 ตึก ครูพลาด คนตายทั้งประเทศ ดังนั้นวิทยากรก็คือผู้ถ่ายทอดที่สามารถสร้างคุณประโยชน์และโทษได้อนันต์ จึงมีความสำคัญมากว่าวิทยากรต้องมีคุณธรรมสูงส่ง
รักการช่วยเหลือ ผู้ที่หลงรักการเป็นวิทยากรย่อมหลงรักการช่วยเหลือ ซึ่งการพัฒนาคนเป็นหน้าที่ของวิทยากร ดังนั้นการช่วยเหลือคนโดยการพัฒนาพวกเขานั้นคือการให้ความรักในการช่วยเหลืออย่างล้นหลาม
รักการเรียนรู้ ในการเป็นวิทยากรมืออาชีพสิ่งที่ต้องเตรียมตัวคือ ถ้าคุณจะสอน 30 คุณต้องรู้ 70 แต่คุณไม่ต้องถ่ายทอด 70 คุณต้องกลั่นกรองให้เหลือ 30 เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

5. หลักการขึ้นเวทีที่น่าสนใจ

พาดหัวข่าว เสมือนการพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ให้หน้าดึงดูดใจตัวใหญ่ตรงประเด็น
คำถาม ขึ้นต้นด้วยคำถามจะช่วยดึงความสนใจผู้เข้ารับการอบรมให้อยู่กับปัจจุบันได้
บทกวี หาบทกวีดีเพื่อดึงดูดความสนใจก็ดีไม่ใช่น้อยซึ่งบทกวีมีเยอะมากเตรียมเก็บไว้ใช้งานบ้างก็ไม่เสียหาย
วาทะคนสำคัญ เลือกคนสำคัญที่ผู้ฟังน่าจะรู้จักเพื่อการผูกมิตรที่ดีและน่าจดจำ
บทเพลง การใช้เพลงเพื่อนำเข้าสู่เนื้อหาก็ได้รับความนิยมอยู่มิใช่น้อย อาจจะเป็นกิจกรรมสนุกๆ เพื่อนำเข้าสู่การเรียรู้

6. ระดับการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง

ในการพัฒนาตนเองเพื่อเป็นวิทยากรนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของตนเองดังนั้นจึงมีผู้พัฒนาสามเหลี่ยมแห่งการเรียนรู้ขึ้นมาดังนี้

การอ่าน ได้รับความรู้ประมาณ 10%
การได้ยินหรือฟัง ได้รับความรู้ประมาณ 20%
การได้เห็นภาพจริง ได้รับความรู้ประมาณ 30%
การได้เห็นภาพและได้ยินพร้อมกัน ได้รับความรู้ประมาณ 50%
การพูดคุยแลกเปลี่ยน ได้รับความรู้ประมาณ 70%
การลงมือทดลองเอง ได้รับคว่ามรู้ประมาณ 80%
การลงมือสอนหรือถ่ายทอด จะทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ถึง 95%

จะเห็นว่าการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นการเรียนรู้เพียง 10% เท่านั้นเองดังนั้นเมื่อเราต้องการพัฒนาองค์ความรู้ของเรา สิ่งแรกคือการอ่านให้เยอะ จากนั้นไปฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ไปเห็นเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด หาผู้รู้เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะเพื่อให้ได้รับแนวความคิดจากนั้นทดลองด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วมและสุดท้ายถ้าสามารถสอนผู้อ่านได้คือคุณได้รับความสำเร็จในเรื่องที่คุณสนใจนั้นๆแล้ว

7. หัวใจนักปราชญ์

ฉันทะ รักในสิ่งที่ทำและจงทำในสิ่งที่รักด้วยแรงปราถนาในทางบวกค้นหาตนเองให้พบเพื่อเป็นผู้รู้ในเรื่องที่เรารักนั้นเอง
วิริยะ ฝึกฝนให้มากหมั่นรับคมเลื่อยอยู่เสมอ มีความกล่าวจากอับบราฮัม ลินคอน ว่า หากให้เวลาผมสามชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ผมจะลับคมเลื่อยเป็นเวลาสองชั่วโมง ดั้งนั้นหากเราสามารถฝึกฝนสม่ำเสมอจนเกิดเป็นนิสัยเป็นพฤติกรรมและกลายเป็นตัวเรา เราก็จะคมกริบดังคมเลื่อยของอับบราฮัม ลินคอน
จิตตะ จิตจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและสิ่งที่ทำอย่างมีสมาธิไม่วอกแวกล่องลอยอยู่ในอากาศไร้ประสิทธิภาพในการมีชีวิตของตนเอง
วิมังสา ปรับปรุงพัฒนาจากข้อผิดพลาด แน่นอนว่าความผิดพลาดหรือปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอแต่สิ่งที่จะหนึ่งคือการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีกนั้นเอง

ทั้ง 7 หัวข้อนี้เป็นแค่เบื้องต้นเท่านั้นหากท่ายนผู้อื่นสนใจในเนื้อหาอย่างแท้จริง สามารถติดต่ออาจารย์ ชาญ ตระการศิลป์ได้ ที่ WINTORY TRAINING โดยตรงเลยครับ

หากมีขอเสนอแนะติชม น้อมรับด้วยความยินดี
สิทธินันท์ มลิทอง